
If i were ask whom I consider my idol man, I would answer without reluctance that besides my father, it was Khun Ar Tung. He's my sister's father-in-law who has been so kind and nice to me as if I were his daughter. He's smart and gentle and I'd say that he's the man that guys should follow as an idol...an idol of good warm family man.
เมื่อครั้งฉันอ้างว้างกลางเมืองใหญ่ ไร้ผู้ใดคอยคำนึงแลห่วงหา
เมื่อท้อใจไร้บุพการีที่คอยคุ้มมา มีคุณอาสมศักดิ์คอยคุ้มครอง
คอยไต่ถามอยู่เสมอเรื่องชีวิต สอนความคิดเสริมแรงใจให้ตัวฉัน
จึงลุกขึ้นยืนยิ้มได้ทุกคราวกัน ยามคับขันข้องใจได้คุณอา
บอกว่าหนูก็เป็นเหมือนลูกสาว มีเรื่องราวร้อนใจบอกได้เสมอ
แม้บางทีมิอาจมาพบเจอ ก็กดเบอร์โทรมาไต่ถามกัน
ยังจำครั้งเมื่อคราวฉันปวดท้อง น้ำตานองทุกข์ทมทนมิได้
มิรู้ว่าจักต้องทำเช่นไร ทุกข์ใจกลางเมืองใหญ่ไร้คนฟัง
คุณอาตั่งรับฉันไปหาหมอ คอยเฝ้ารอไม่บ่นเลยสักครั้ง
แม้ต้องรอเนิ่นนานท่านก็ยัง เฝ้าทุกครั้งจนกว่าจะหายดี
จะกี่ครั้งกี่คราที่ป่วยไข้ ท่านห่วงใยรับฉันไปหาหมอ
จะเล็กน้อยใหญ่โตท่านก็รอ ฉันนั้นขอขอบคุณท่านทุกคราไป
บางคราใครถามไถ่ท่านบอกพ่อ ส่วนฉันหนอก็ลูกสาวคนหนึ่งไซร้
อันตัวฉันบังเกิดความอบอุ่นใจ เรานั้นไซร้ไม่ไร้ซึ่งคนปรานี
ฉันยังจำรอยยิ้มที่อบอุ่น ความละมุนนุ่มนวลของอาท่านนี้
มิเคยเลือนจากใจสักนาที เสียดายที่มิได้ตอบแทนคุณ
อาตั่งเปรียบดั่งดุจบิดา เป็นหัวหน้าครอบครัวน่ายกย่อง
เป็นแบบอย่างให้ลูกหลานตามทำนอง ความดีของท่านนั้นมิลืมเลือน
แม้จากนี้จักมิมีท่านอีกแล้ว หากมิแคล้วเลือนจากคนข้างหลัง
ทุกความดีความอบอุ่นเป็นพลัง ให้เรายังก้าวเดินได้ต่อไป
ฉันขอให้อาตั่งมีความสุข หลุดจากทุกข์ทั้งมวลมลายหาย
ขอพระธรรมคุณความดีคุ้มใจกาย แม้ชีพวายขอดวงจิตเป็นสุขพลัน
หากมีคนถามเพลินว่าผู้ชายที่เป็น ‘Idol man’ ของเพลินเป็นอย่างไร เพลินก็คงตอบได้โดยไม่ลังเลว่านอกจากคุณพ่อของเพลินเลยก็เป็นอาตั่งอย่างไม่ต้องสงสัย อาตั่งเป็นผู้ชายที่สุภาพใจดี อบอุ่นอ่อนโยน และเป็นแบบอย่างของผู้ชายที่ดี รักครอบครัวที่เพลินคิดเสมอว่าผู้ชายทุกคนควรยกย่องเป็นแบบอย่าง
เพลินยังจำช่วงแรกที่มาเรียนกรุงเทพใหม่ๆ ได้ประมาณห้าปีที่แล้ว ช่วงนั้นเหงา เศร้า คิดถึงบ้าน อีกทั้งยังไม่สบายบ่อย แรกๆ ก็นั่งแทกซี่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลคนเดียว พอถูกถามถึงผู้ปกครองก็เศร้าใจทุกครั้งว่าเราอยู่ตัวคนเดียว แม้แต่เจ็บไข้ได้ป่วยก็ต้องทุกข์อยู่เดียวดาย ถ้าพ่อกับแม่ยังอยู่ก็คงไม่รู้สึกอ้างว้างเช่นนี้ แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อมีอาตั่ง
หลังจากที่ทราบว่าเพลินป่วยบ่อย อาตั่งก็คอยมารับเพลินไปตรวจที่โรงพยาบาลเสมอ แม้ว่าบางครั้งอาตั่งจะต้องนั่งรอเพลินตรวจอยู่นานกว่าสองชั่วโมง คอยดูว่าเพลินมีอาหารการกินเป็นยังไง คอยถามทุกข์สุขว่าเป็นอย่างไร ใครถามก็บอกว่าเป็นคุณพ่อ ออกรับหน้ากับคุณหมอและพยาบาลเวลาพวกเขาอธิบายอาการให้ฟัง เพลินรู้สึกประทับใจ ซาบซึ้ง และอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก จำได้ว่าน้ำตาซึมอยู่ทุกครั้งที่อาตั่งพาไปหาหมอ แม้จะเรื่องเล็กน้อยเพียงใด อย่างเพลินไปถอนฟันคุด ไปตัดไหม อาตั่งก็อาสาพาเพลินไปอย่างแข็งขัน สำหรับคนที่ไม่มีพ่อแม่อยู่คอยดูแลเหมือนคนอื่น อาตั่งก็ทำให้เพลินรู้สึกว่าเพลินยังมี “คุณพ่อ” อีกคนหนึ่ง ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป
อาตั่งพูดไม่ค่อยเก่ง แต่เพลินก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยของอาตั่งทุกครั้ง แม้ว่านานวัน ชีวิตในเมืองหลวงกับการเรียนที่เคร่งเครียดจะค่อยคลายลง อาตั่งก็ยังคอยไต่ถามเสมอว่าเพลินเป็นอย่างไร มีความสุขดีไหม มีอะไรให้อาตั่งช่วยหรือเปล่า แม้แต่พาไปซ่อมไมโครเวฟอาตั่งก็ยังพาเพลินไป บอกว่า มีอะไรก็ให้นึกถึงอาตั่ง ไม่ต้องเกรงใจ เพราะหนูก็เป็นเหมือนลูกสาวอีกคนหนึ่งเหมือนกัน
ไม่ว่าเรื่องใดที่อาตั่งทำ เพลินยังจำได้เสมอ ลำบากเพียงใดอาตั่งก็ไม่เคยบ่น มารับเพลินกับพักตร์ตอนตีห้าเพื่อไปสนามบินอาตั่งก็อาสา เรื่องอะไรอาตั่งก็ยินดี อาตั่งรู้ไหมว่าทำให้เด็กสองคนอบอุ่นใจและยังยิ้มให้กับโลกใบนี้ที่ไม่มีคุณพ่อกับคุณแม่อยู่ได้
เพลินถึงรักและเคารพอาตั่งเหลือเกิน...
แม้ตอนเพลินมาเรียนต่ออยู่ที่อังกฤษนี้ เพลินก็ยังนึกถึงอาตั่งอยู่เรื่อยๆ บางครั้งก็เปิดภาพงานรับปริญญาเพลินที่อาตั่งอุตส่าห์ฝ่าแดดมาร่วมแสดงความยินดีขึ้นมาดูด้วยความคิดถึง ไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายใจดีอย่างอาตั่งจะจากไปเร็วเหลือเกิน...
เสียงอาตั่งยังคงแจ่มชัดอยู่เสมอ...เวลาเรียก “หนูเพลิน...” จนถึงตอนนี้เพลินก็ยังได้ยินเสียงนั้นดังก้องอยู่ในใจ
ถึงจะอาลัยสักเพียงใด เพลินก็ต้องยอมรับว่าอาตั่งได้จากไปแล้ว ความดีของอาตั่ง ความทรงจำทั้งมวลจักยังคงสถิตอยู่ในใจลูกหลาน สมาชิกครอบครัวทุกคน มิมีวันเลือน
เพลินเองก็จะจดจำคุณอาคนดีคนนี้ตลอดไป...ด้วยความรัก เคารพ คิดถึง และอาลัยอย่างสุดแสน...